จำนวนการดูหน้าเว็บรวม
วันเสาร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2555
วันศุกร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2555
วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2555
เปิดรายชื่อคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายสี
กากี ระดับ รองผบก.-ผกก.ประจำปี 2552
ในส่วนของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
เด็กบิ๊กนายพลพาเหรดได้ดิบดี
ทั่วหน้า ขณะที่เด็กฝากสายการเมืองไม่น้อยหน้าผงาดตำแหน่งสำคัญเช่นกัน
ทั่วหน้า ขณะที่เด็กฝากสายการเมืองไม่น้อยหน้าผงาดตำแหน่งสำคัญเช่นกัน
วันนี้ (4 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แจกจ่ายคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายระดับ สว.-รองผบก.ประจำปี 2555 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในส่วนกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้
1.พ.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผบก.ทล.เป็น รองผบก.ปคม.
2.พ.ต.อ.สมภพ พงษ์ฤกษ์ รองผบก.ป.เป็น รองผบก.รฟ.
3.พ.ต.อ.ทนัย อภิชาติเสนีย์ รองผบก.ปคบ.สายตรง “บิ๊กออฟ” พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร.โยกเป็น รองผบก.ป.
4.พ.ต.อ.ธิติ แสงสว่าง รองผบก.ปคม.เป็น รองผบก.ปคบ.
5.พ.ต.อ.อัครเดช พิมลศรี รอง ผบก.รน.นายตำรวจสายบ้านจันทร์ส่องหล้า โยกเป็น รองผบก.ป.
6.พ.ต.อ.ธนันทร์กิตติ์ บุณยสิงห์ รองผบก.อก.บช.ก.เป็น รองผบก.ปทส.
7.พ.ต.อ.สมประสงค์ เย็นท้วม รองผบก.น.9 เด็กในคาถา “บิ๊กป๊อด” พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร.เป็น รองผบก.อก.บช.ก.
8.พ.ต.อ.สมพงษ์ เตชะสมบูรณ์ รองผบก.ภ.จว.ปัตตานี โยกข้ามหน่วยมาเป็น รองผบก.รน.
9.พ.ต.อ.สมชาย ทองศรี รองผบก.ภ.จว.อำนาจเจริญ เป็นรองผบก.ปทส.
10.พ.ต.อ.วันชัย วิบูลย์กาญจน์ รองผบก.อก.ภ.8 เป็น รองผบก.ปคม.
11.พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง นว.(สบ5) ผบ.ตร.อดีตนายเวร “บิ๊กน้อย” พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เป็น รองผบก.ทท.
12.พ.ต.อ.ดิเรก ปลั่งดี ผกก.กก.1 บก.ทล.ขึ้นเป็น รองผบก.ทล.
13.พ.ต.อ.ณพวัฒน์ อารยางกูร ผกก.กก.1 บก.ปคม.ขึ้นเป็น รอง ผบก.รฟ.
14.พ.ต.อ.ภูธร ปริศนานันทกุล ผกก.กก.1 บก.ปอท.โควตาสายตรงพรรคชาติไทยพัฒนา ขึ้นเป็น รองผบก.ปอศ.
15.พ.ต.อ.กอบกิจ จิตต์การุญราษฎร์ ผกก.กก.1.บก.ปอศ.ขึ้นเป็น รองผบก.ปอศ.
16.พ.ต.อ.ธนัญชัย เพียรช่าง ผกก.กก.10 บก.รน.เป็น ผกก.กก.4 บก.ทท.
17.พ.ต.อ.อรรถวุฒิ อ่อนทรัพย์ ผกก.กก.10 บก.รน.ขึ้นเป็น รองผบก.รน.
18.พ.ต.อ.กฤษณ์ วาฤทธิ์ ผกก.กก.2 บก.ทท.ขึ้นเป็น รองผบก.รน.
19.พ.ต.อ.ชัช สุกแก้วณรงค์ ผกก.กก.2 บก.ทล.อดีตนายเวร พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกฯ และ รองผบ.ตร.ขึ้นเป็น รองผบก.ทล.
20.พ.ต.อ.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ ผกก.กก.ปพ.บก.ป.ได้แรงหนุนจาก “บิ๊กกิ๊ก” พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ขึ้นเป็น รองผบก.ป.
21.พ.ต.อ.วรพงษ์ ทองไพบูลย์ ผกก.2.ปคม.เป็น รองผบก.ปคม.
22.พ.ต.อ.สมพร แดงดี ผกก.กก.3 ปอท.เป็น รองผบก.ปอท.
23.พ.ต.อ.วิเศษ เกตุพันธ์ ผกก.กก.5บก.ทท.เป็น รองผบก.รน.
24.พ.ต.อ.จักรกฤช เอี่ยมแจ้งพันธุ์ ผกก.กก5 บก.ปอศ.ลูกชายของ พล.ต.อ.จำลอง เอี่ยมแจ้งพันธ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และอดีตผู้ช่วย ผบ.ตร.ขึ้นเป็น รองผบก.ป.
25.พ.ต.อ.เชิดชัย รัตนเมธานนท์ ผกก.ฝอ.บก.ทท.เป็น รองผบก.ปปป.
26.พ.ต.อ.พินิจ ศิริชัย ผกก.8 บก.รน.เป็น รองผบก.อก.บช.ก.
27.พ.ต.อ.โสภณ สารพัฒน์ นว.(สบ4) รองผบ.ตร.เป็น ผกก.กก.4 ทล.
28.พ.ต.ท.ชาติชาย ชาติเวช นายช่างกลเรือ (สบ3) กลุ่มงานเรือตรวจการณ์ บก.รน.เป็นผู้บังคับการเรือ (สบ4) กลุ่มงานเรือตรวจการณ์ รน.
29.พ.ต.อ.ณัฐกร ประภายนต์ ผกก.2 บก.ป.เป็น ผกก.4 ปทส.
30.พ.ต.อ.นิรันดร์ นามสุวรรณ ผกก.3 บก.ป.เป็น ผกก.2 บก.ป.
31.พ.ต.อ.วริศร์สิริถ์ ลีละศิริ ผกก.3 ปปป.เป็น ผกก.9 รน.
32.พ.ต.อ.การุณย์ บัวเผื่อน ผกก.4.ทท.เป็น ผกก.ฝอ.ปอศ.
33.พ.ต.อ.อธิป แท่นนิล ผกก.5ป.เป็น ผกก.กก.ปพ.บก.ป.
34. พ.ต.อ.อรรณพ รัตนอุบล ผกก.6 บก.ทท.เป็น ผกก.3 ทท.
35.พ.ต.อ.มล.สันธิกร วรวรรณ ผกก.6 ทล เป็น ผกก.8 ทล.
36.พ.ต.อ.จตุรงค์ ผ่องคำพันธ์ ผกก.7 บก.รน.เป็น ผกก.ผอ.5 บก.อก.บช.ก.
37.พ.ต.อ.ธนวัตร วัฒนกุล ผกก.กก.8 บก.ทล.เป็น ผกก.ผอ.บก.ทท.
38.พ.ต.อ.ปิยะอนันต์ โตสกุลวงศ์ ผกก.ผอ.5บก.อก.บช.ก.เป็น ผกก.7 รน.
39.พ.ต.อ.ยุทธภูมิ ปั้นลายนาค ผกก.บก.ปคม.เป็น ผกก.กก.2 บก.ปคม.
40.พ.ต.อ.มนตรี แป้นเจริญ ผกก.5 บก.จร.เป็น ผกก.กก.8 บก.รน.
41.พ.ต.อ.เอกกมนต์ พรชูเกียรติ ผกก.5 บก.ส.1 เป็น ผกก.กก.6 บก.ทล.
42.พ.ต.อ.ปานพงศ์ ปานคล้ำ ผกก.กลุ่มงานสอบสวน 1 สบส.เป็น ผกก.กก.2 บก.ปทส.
43.พ.ต.อ.เชิดศักดิ์ อภินันทนีสถิต ผกก.ฝอ.5 บก.อก.ภ.3 เป็น ผกก.กก.3 บก.ปปป.
44.พ.ต.อ.นิพนธ์ ทองแสงบุญญา ผกก.ฝอ.6 บก.อก.บช.น.เป็น ผกก.กก.1 บก.ปอศ.
45.พ.ต.อ.สิทธิชัย ลีลาสวัสดิ์ ผกก.ฝอ.ตส.3 เป็น ผกก.กก.5 บก.ปคม.
46.พ.ต.อ.ไพศาล ศักดิ์สุนทรศิริ ผกก.ฝอ.ภ.จว.สงขลา เป็น ผกก.ฝอ.บก.ป.
47.พ.ต.อ.เดชา กัลยาวุฒิทงศ์ ผกก.ฝ่ายแต่งตั้ง ทพ.เป็น ผกก.กก.1 บก.ปอท.
48.พ.ต.อ.ฐิตวัฒน์ สุริยะฉาย ผกก.ฝ่ายวิเคราะห์ข่าว บก.สส.ภ.1 เป็น ผกก.กก.3 บก.ป.
49.พ.ต.อ.สุขุม แพรญาติ ผกก.สภ.บ้านยางขุม จว.ประจวบคีรีขันธ์ เป็น ผกก.กก.10 บก.รน.
50.พ.ต.อ.สมชาย เกียรติสุวรรณ ผกก.สภ.แปลงยาว จว.ฉะเชิงเทรา เป็น ผกก.กก.6 บก.ปทส.
51.พ.ต.อ.ทินกร มั่งคั่ง ผกก.สภ.โพธิ์ศรีสุวรรณ จว.ศรีสะเกษ อดีตนายเวรหน้าห้อง “บิ๊กตู่” พล.ต.อ เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีต ผบ.ตร.ที่มีเรื่องฟ้องร้องกัน โยกมาเป็น ผกก.ฝอ.บก.ปทส.
52.พ.ต.อ.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผกก.สภ.หนองขาม จว.ชลบุรี เป็น ผกก.ฝอ.บก.ปคม.
53.พ.ต.ท.สถิตย์ พรมอุทัย รอง ผกก.กก.1 บก.ทท.เป็น ผกก.กก.5 บก.ปอศ.
54.พ.ต.ท.โอฬาร เอี่ยมประภาส รอง ผกก.กก.1 บก.ทล.เป็น ผกก.กก.3 บก.ปอท.
55.พ.ต.ท.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผกก.กก.1 บก.ป.เป็น ผกก.กก.1 บก.ปปป.
56.พ.ต.ท.อภิปรัชญ์ พัฒนาดี รอง ผกก.กก.1 บก.ป.หลายชายของ ชัจจ์ กุลดิลก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ขึ้นเป็น ผกก.กก.4 บก.ปปป.
57.พ.ต.ท.บุลโรจน์ แย้มเพริศศรี รอง ผกก.กก.1 บก.ปคม.เป็น ผกก.ฝอ.4 บก.อก.บช.ก.
58.พ.ต.ท.นิรันดร์ ตันศรีสกุล รองผกก.กก.1 บก.รน.เป็น ผกก.ฝอ.10 บก.อก.บช.ก.
59. พ.ต.ท.ประพจน์ โชติคุณ รองผกก.กก.2 บก.ทท.เป็น ผกก.กก.2 บก.ทท.
60.พ.ต.ท.บุญรอด อังกาบ รอง ผกก.กก.2 บก.ทท.เป็น ผกก.กก.6 บก.ทท.
61.พ.ต.ท.ชาคริต มงคลศรี รอง ผกก.ทท.3 บก.ทท.เป็น ผกก.กก.11 บก.รน.
62 พ.ต.ท.วุฒิชาติ เลื่อนสุคันธ์ รองผกก.กก.3 บก.ปอศ.เป็น ผกก.กก.3 บก.ทล.
63.พ.ต.ท.เอกภพ อินทวิวัฒน์ รอง ผกก.กก.4 บก.ทล.เป็น ผกก.กก.6 บก.ปปป.
64. พ.ต.ท.ศรีศักดิ์ คัมภีรญาณ รอง ผกก.กก.4 บก.ปคม.เป็น ผกก.กก.4 บก.ปคม.
65.พ.ต.ท.วีระสันต์ กลั่นเจริญ รอง ผกก.กก.4 บก.ปปป.เป็น ผกก.ฝอ.บก.ปปป.
66.พ.ต.ท.ชิตภพ โตเหมือน รอง ผกก.กก.4 บก.ปอศ.เป็น ผกก.กก.1 บก.ปคม.
67.พ.ต.ท.จักรพันธุ์ รัตนเทวมาตย์ รอง ผกก.กก.4 บก.รน.เป็นผู้บังคับการเรือ (สบ.4) กลุ่มงานเรือตรวจการณ์ บก.รน.
68.พ.ต.ท.พิศลย์ วราศรีทรัพย์ รอง ผกก.กก.4 บก.รฟ.เป็น ผกก.ฝอ.8 บก.อก.บช.ก.
69.พ.ต.ท.อภิชัย ดุษฎีพฤฒิพันธุ์ รอง ผกก.กก.5 บก.ป.เป็น ผกก.กก.2 บก.ทล.
70.พ.ต.ท.ยศวีร์ พรพีรพาน รอง ผกก.กก.5 บก.ปคม.ลูกชายของ พล.ต.ท.อินทเดช พรพีรพาน อดีต ผบช.ปส.ขึ้นเป็น ผกก.กก.5 บก.ทท.
71.พ.ต.ท.สาคู จั่นจำรัส รอง ผกก.กก.6 บก.ปปป.เป็น ผกก. ฝอ.บก.ปคม.
72.พ.ต.ท.วัชรพล ทองล้วน รอง ผกก.กก.ปพ.บก.ป.เป็น ผกก.กก.5 บก.ป.
73.พ.ต.ท.ณเรฐว์ ขมิ้นเครือ รองผกก.ฝอ.บก.ทล.เป็น ผกก.ฝอ.บก.รฟ.
74.พ.ต.ท.ไทรัช พุกเจริญ สวญ.ส.ทล.2 กก.8 บก.ทล.เป็น ผกก.กก.1 บก.ทล.ทั้งนี้ มีผลวันที่ 5 เมษายน 2555
ด้าน พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก.กล่าวว่า การแต่งตั้งครั้งนี้ เป็นการตอบแทนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ และที่เข้าร่วมโครงการตำรวจรับใช้ชุมชน ซึ่งหลังจากนี้ ขอให้เจ้าหน้าที่ที่ได้รับการแต่งตั้งทุกนาย ตั้งใจทำงานเพื่อรับใช้ประชาชนให้เต็มความสามารถตามที่ได้รับความไว้วางใจ จากผู้บังคับบัญชา
ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9550000042886
พิสูจน์ทฤษฎีใหม่'ตร.รับใช้ชุมชน'
บช.ก.พิสูจน์ทฤษฎีใหม่ จัดทัพ'ตำรวจผู้รับใช้ชุมชน' : ตะลุยข่าว โต๊ะรายงานพิเศษ
บัญชีการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับรองผู้บังคับการ-สารวัตร เริ่มทยอยคลอดออกมาให้เห็น หลังจากเข้าสู่เส้นตายเมื่อวันที่ 5 เมษายน ที่ผ่านมา บางกองบัญชาการถึงกับหืดขึ้นคอ เพราะกว่าจะจัดทัพวางคนได้ลงตัวก็นับว่ายากยิ่ง ต้องยอมรับว่า นายตำรวจหลายคนมีตั๋วฝากมาจากสายการเมือง หรือไม่ก็อยู่ใกล้ชิดผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เหล่านี้ทำให้ผู้บัญชาการซึ่งเป็นผู้เซ็นคำสั่ง ต้องวางคนเพื่อให้งานเดินหน้าไปได้ แม้จะมีเด็กฝากบ้าง แต่โดยรวมก็ถือว่ารับได้ในหน่วยงานหลักอย่างกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งมีกำลังพลกระจายอยู่ทั่วประเทศ ต้องถือว่านิ่งที่สุด เพราะ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. ได้ จัดทำบัญชีเพื่อรองรับนโยบาย โดยพิจารณาจากผลงาน ความรู้ ความสามารถ ครั้งนี้เป็นการแต่งตั้ง โดยเน้นผลงานที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะนายตำรวจที่ถูกส่งเข้าไปพิสูจน์ "ทฤษฎีตำรวจผู้รับใช้ชุมชน" ตามแนวคิดใหม่ของผบช.ก. ซึ่งริเริ่มขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย
หากพิจารณานายตำรวจในสังกัด บช.ก.ที่ได้รับการสนับสนุนจาก พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ หลังจากขานรับนโยบายนำไปปฏิบัติจนลุล่วงถือว่าเป็นผลงานผู้ที่ได้รับการ พิจารณาแต่งตั้งในตำแหน่งสูงขึ้น เช่น พ.ต.อ.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ ได้เลื่อนจาก ผกก.ปพ.บก.ป. ขึ้นเป็น รองผบก.ป. เนื่องจากเป็นหนึ่งในมือทำงานด้านการสืบสวนปราบปรามและนำกำลังสนับสนุน นโยบายตำรวจผู้รับใช้ชุมชน จนได้ผลในทางปฏิบัติ
พ.ต.อ.อธิป แท่นนิล ผกก.5 บก.ป. ที่คุมงานปราบปรามภาคใต้ตอนล่าง ถือว่าเป็นนายตำรวจอีกผู้หนึ่งที่ถูกจับตาหลังจากเขียนแผนงานด้านงบประมาณ จนรัฐบาลเพิ่มงบให้หลายหน่วยในสังกัดบช.ก. ปี ที่ผ่านมา ได้ย้ายเข้ามานั่งเก้าอี้ ผกก.ปพ.บก.ป.คุมหน่วยคอมมานโด กำลังหลักของกองปราบฯ รวมถึง พ.ต.อ.นิรันดร์ นามสุวรรณ โยกจาก ผกก.3 บก.ป. มาที่ ผกก.2 บก.ป.และพ.ต.ท.วัชรพล ทองล้วน รองผกก.ปพ.บก.ป. ขึ้นนั่งเก้าอี้ ผกก.5 บก.ป.
ระดับปฏิบัติ พ.ต.ท.อภิชัย ดุษฎีพฤฒิพันธุ์ รองผกก.5 บก.ป. ซึ่งเป็นหัวหน้าตำรวจผู้รับใช้ชุมชนริมคลองมหาสวัสดิ์ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เขตชุมชนทดลอง ที่ส่ง จ.ส.ต.วิชัย จำเริญ ผบ.หมู่ กก.5 บก.ป. จ.ส.ต.มนัส มังน้อย ผบ.หมู่ กก.5 บก.ป.ลงพื้นที่ ได้รับการสนับสนุนให้เป็น ผกก.2 บก.ทล. รับผิดชอบ จ.นครปฐม เพื่อสานต่อโครงการเดิม
ผบช.ก.เชื่อว่า การบริหารงานตำรวจยุคใหม่ แตกต่างจากการบริหารงานยุคเก่าโดยสิ้นเชิง ที่ผ่านมาผู้บังคับบัญชาตำรวจจะใช้การบริหารงานแบบบนลงล่าง ผู้บังคับบัญชาจะสั่งการให้ทำ กำหนดวิธีการให้ปฏิบัติ จากนั้นจะใช้วิธีการจับผิด และลงโทษผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม
"สำหรับการบริหารงานยุคใหม่ ผู้บังคับบัญชาจะต้องมีหน้าที่ชักจูงให้ตำรวจร่วมกันทำงาน โดยไม่ใช้การบังคับ ดังนั้นผู้บังคับบัญชาจะต้องมีความรู้ มีทักษะ มีประสบการณ์จริงๆ จึงจะเป็นผู้บังคับบัญชาหรือเป็นผู้นำหน่วยได้ เพราะจะต้องให้ความรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์ รู้เทคนิควิธีการทำงาน ตลอดจนใช้หลักจิตวิทยา เพื่อชักจูงใจให้ตำรวจร่วมมือกันทำงานให้บรรลุผล โดยไม่ใช้การบังคับ เพราะความเป็นจริงแล้ว เราไม่สามารถบังคับตำรวจให้ทำงานได้ ถ้าถูกบังคับเขาก็จะทำเฉพาะต่อหน้าเท่านั้น ผู้บริหารยุคใหม่ต้องยอมรับในเรื่องนี้" ผบช.ก.อธิบาย
หากเทียบเคียงงานตำรวจชุมชนสัมพันธ์และตำรวจผู้รับใช้ชุมชน ซึ่งคนทั่วไปมักเข้าใจว่าเป็นงานที่คล้ายกัน แต่หากศึกษาโดยละเอียดแล้วจะพบว่า ตำรวจชุมชนสัมพันธ์นั้นเป็นทฤษฎีตรงข้ามกับตำรวจผู้รับใช้ชุมชน ซึ่งดำเนินงานในลักษณะบนลงล่าง ตำรวจเป็นฝ่ายกำหนดกิจกรรมเองทั้งหมด ประชาชนเป็นฝ่ายให้ความร่วมมือ โดยไม่นำเอาข้อมูลจากฝ่ายประชาชนมากำหนดกิจกรรม ดังนั้นสิ่งที่ตำรวจทำอาจไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนต้องการก็ได้ สุดท้าย ตำรวจชุมชนสัมพันธ์จึงใช้ไม่ได้ผล ไม่สามารถลดอาชญากรรมได้
"ตำรวจทั่วโลกส่วนใหญ่เลิกใช้ตำรวจชุมชนสัมพันธ์ไปแล้ว สำหรับตำรวจผู้รับใช้ชุมชนเป็นการทำงานในแบบล่างขึ้นบน เริ่มต้นจากความไว้เนื้อเชื่อใจ นำไปสู่ความร่วมมือทำกิจกรรม โดยประชาชนเป็นผู้บอกปัญหาและให้ความร่วมมือในการวางแผน ดังนั้นกิจกรรมจึงสนองตอบความต้องการของประชาชน ผลคือสามารถแก้ปัญหาในชุมชนได้ และลดอาชญากรรมได้จริง ซึ่งตำรวจกว่า 90% ทั่วโลก ยอมรับและเปลี่ยนการทำงานจากตำรวจชุมชนสัมพันธ์ มาเป็นตำรวจผู้รับใช้ชุมชนนานแล้ว" ผบช.ก.ย้ำ
ทฤษฎีตำรวจแนวใหม่นี้เริ่มต้นมาแต่ปี 2539 ที่ชุมชนหลังวัดบางขุนนนท์ ซึ่งเป็นโครงการของ พ.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ รอง ผกก.หน.สน.บางขุนนนท์ (ยศ ตำแหน่งขณะนั้น) หลังจากนั้นตำรวจผู้รับใช้ชุมชนก็ได้รับการเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง และเกิดเป็นโครงการทดลองขึ้นอีกหลายแห่ง
นี่คือเหตุผลและหลักการในการพิจารณาให้ความดีความชอบในการจัดทัพ เพื่อให้ตำรวจ บช.ก.ปรับแนวคิด วิธีปฏิบัติสู่ตำรวจสมัยใหม่ ซึ่งต้องจับตาดูว่า ผลของทฤษฎีตำรวจผู้รับใช้ชุมชนจะประสบความสำเร็จขนาดไหน!!
ขอขอบคุณ ข้อมูลจากหนังสิอพิมพ์ คม ชัด ลึก
วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2555
กองปราบฯดึงวิธีสืบสวนสมัยใหม่ ปิดคดีฆ่าหั่นศพสาวไทยหมกภูเก็ต
เสาร์ 31 มีนาคม 2555
สมกับเป็น “ที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน” ที่ กองบังคับการปราบปราม
(บก.ป.)ได้มีโอกาสเข้าไปร่วมคลี่คลายคดี ฆาตกรรมหญิงสาวชาวไทย ’ชำแหละศพ“
แล้วดองใส่ถังขยะขนาดใหญ่ปิดสก๊อตเทปกาวไว้ที่ฝาอย่างดี
ก่อนนำถังขยะไปวางซุกเก็บในห้องน้ำบ้านตนเองที่ซื้อเอาไว้ใน จ.ภูเก็ต
เป็นระยะเวลานานเกือบ 3 ปี ก่อนที่ตำรวจกองปราบฯจะสามารถคลี่คลายคดี
จับกุมฆาตกรที่เป็นชาวต่างชาติได้เมื่อวันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา
นับเป็นอีกคดีหนึ่งที่ตำรวจกองปราบปราม เข้าร่วมกับตำรวจ สภ.ฉลอง จ.ภูเก็ต เจ้าหน้าที่กองวิทยาการ จ.ภูเก็ต และแพทย์นิติเวช รพ.สุราษฎร์ธานี ช่วยกันคลี่คลายคดีฆาตกรรมปริศนาสะเทือนขวัญ
จากเบื้องหลังการจับกุมในครั้งนี้ พ.ต.อ.อธิป แท่นนิล ผกก.5 บก.ป. ให้สัมภาษณ์ทีมข่าวอาชญากรรมว่า สืบเนื่องจากมีผู้ทำหนังสือร้องเรียนมายัง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. เพื่อให้ช่วยตรวจหาข้อเท็จจริง กรณี นางรุ่งนภา ราชสมบัติ อายุ 33 ปี ได้สูญหายไปนานกว่า 2 ปีแล้วหลังจากได้ไปพบสามีเก่าชาวนอร์เวย์ ที่ จ.ภูเก็ต ญาติ ๆ ได้หอบหลักฐานต่าง ๆ มามอบไว้ให้ตำรวจ
พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ปรมาจารย์นักสืบ เจ้าของประโยค “กลับหลังหัน เริ่มต้นใหม่ เพื่อการรับใช้ที่ดีกว่า และตำรวจยุคใหม่ไม่ทำผิด” จึงสั่งกำชับให้ พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผบก.ป.จัดทีมสืบสวนเข้าไปคลี่คลายคดีทันที ซึ่งชุดสืบสวนนำโดย พ.ต.อ.อธิป แท่นนิล ผกก.5 บก.ป. พ.ต.ท.วัฒน์ชัย มณฑีรรัตน์ สว.กก.5 และ ร.ต.ท.ธีรพัฒน์
คารมย์ รอง สว.กก.5 ได้ลงพื้นที่จ.ภูเก็ต ไปประสานงานกับ พ.ต.อ.ศิริศักดิ์ วาสะศิริ ผกก.สภ.ฉลอง ซึ่งก็จัดกำลังไปร่วมทำคดี ประกอบด้วย พ.ต.ท.ณรงค์ ลักษณะวิมล รองผกก.ป. พ.ต.ท.ชวลิต เพชรศรีเปีย พ.ต.ท.ศักดิ์เดช กัมพลานุวัฒน์ สว.สส. พ.ต.ท.พาชัย มัธยันต์ สวป.
การคลี่คลายคดีครั้งนี้ได้แสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน โดยใช้วิธีการสืบสวนสมัยใหม่ วิเคราะห์จากหลักพฤติกรรมศาสตร์ หลักภูมิศาสตร์อาชญากร ใช้การสืบสวนทั้งสองทาง คือ จากทางด้านพฤติกรรมของผู้ต้องสงสัย และการคิดโดยใช้หลักตรรกะวิทยา ซึ่งทั้ง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และ พล.ต.ต.สุพิศาล ได้เคยไปศึกษามาจากประเทศแคนาดาและประเทศสหรัฐอเมริกา ได้นำมาถ่ายทอดให้กับนักสืบรุ่นใหม่ ๆ ของบช.ก. ส่งผลให้ชุดสืบสวนของกองปราบฯและสภ.ฉลอง ร่วมกันทำงานเก็บข้อมูลอย่างละเอียดทุกชิ้นที่มีอยู่ทั้งหมด เนื่องจากผู้ตายก่อนสูญหายได้มาพบกับผู้ต้องสงสัยที่ จ.ภูเก็ต
กระทั่งศาลจังหวัดภูเก็ต ได้ไต่สวนคำร้องพิเคราะห์จากพยานหลักฐานของทีมสืบสวนชุดนี้ที่นำมายื่นให้ ไว้อย่างละเอียดเชื่อว่าเรื่องราวและคดีมีมูล จึงได้อนุมัติหมายค้นให้เจ้าหน้าที่เข้าทำการค้นบ้านพักของ นายสแตน ฮาเวิร์ด ด๊อกเซ็ท อายุ 50 ปี สัญชาตินอร์เวย์ อดีตสามีของผู้ตาย ที่เข้ามาปักหลักทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเมืองไทย ซึ่งมีบ้านพักทั้งที่ จ.ภูเก็ต และอ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ แต่เป้าหมายที่ตำรวจสงสัยคือ บ้านพักแบบเรือนไทยอยู่ในจ.ภูเก็ต ผลการตรวจค้นเจ้าหน้าที่พบถังขยะแบบล้อลากขนาดใหญ่ ถูกปิดฝาด้วยสก๊อตเทปอย่างดี เมื่อเปิดออกดูถึงกับผงะ เพราะพบเศษชิ้นส่วนอวัยวะมนุษย์ ถูกชำแหละเป็นชิ้น จนเกือบย่อยสลายรวมเป็นก้อนใหญ่อยู่ในถังขยะ
แพทย์นิติเวชยืนยันว่าศพดังกล่าวเป็นชิ้นส่วนของมนุษย์และท่อนกระดูกแล้ว ระบุเป็นผู้หญิง ศีรษะยังมีบาดแผลร่องรอยถูกกระแทกด้วยของแข็ง เมื่อตำรวจพบหลักฐานชิ้นสำคัญ จึงได้จับกุมตัวนายสแตน มาสอบสวนดำเนินคดีให้การรับสารภาพ อ้างว่าเหตุที่ทำไปตนเกิดความหึงหวงมีปากเสียงกับผู้ตาย เหตุเกิดช่วงกลางปี 2552 เนื่องจากผู้ตายมาบอกเลิกราจึงทะเลาะกันอย่างรุนแรงและได้ผลักผู้ตายล้ม ศีรษะกระแทกกับพื้นอย่างแรงปรากฏว่าผู้ตายเสียชีวิต
“แต่เนื่องจากความที่รักผู้ตายมากและเกรงกลัวความผิดเพราะทราบว่าแฟนใหม่ผู้ ตายเป็นตำรวจจึงตัดสินใจชำแหละศพ โดยใช้ความรู้ในทางด้านเภสัชฯซึ่งเคยศึกษามาจากนอร์เวย์ ซื้อน้ำยามาดองศพไว้ในถังขยะ ปิดด้วยถุงพลาสติกสีดำ ก่อนที่จะเก็บไว้ในห้องน้ำปิดล็อกเอาไว้ไม่ให้ใครเข้าไปใช้เด็ดขาด ในรอบ 3 เดือนจะเคลื่อนถังขยะไปยังอีกห้อง บริเวณใกล้กัน เพื่อทำความสะอาดพื้นห้องน้ำ จะเป็นผู้ทำความสะอาดเอง โดยไม่ใช้แม่บ้าน”
นับเป็นคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญอีกคดี ที่ตำรวจกองปราบฯ ได้นำความรู้วิชาการตำรวจสมัยใหม่มาใช้ร่วมคลี่คลายคดี สมกับเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน.
อำนวย ควบคุม ถ่ายภาพ / รัชพล ยี่สุ่น รายงาน
ขอขอบคุณ ข้อมุลจาก เดลินิวส์
นับเป็นอีกคดีหนึ่งที่ตำรวจกองปราบปราม เข้าร่วมกับตำรวจ สภ.ฉลอง จ.ภูเก็ต เจ้าหน้าที่กองวิทยาการ จ.ภูเก็ต และแพทย์นิติเวช รพ.สุราษฎร์ธานี ช่วยกันคลี่คลายคดีฆาตกรรมปริศนาสะเทือนขวัญ
จากเบื้องหลังการจับกุมในครั้งนี้ พ.ต.อ.อธิป แท่นนิล ผกก.5 บก.ป. ให้สัมภาษณ์ทีมข่าวอาชญากรรมว่า สืบเนื่องจากมีผู้ทำหนังสือร้องเรียนมายัง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. เพื่อให้ช่วยตรวจหาข้อเท็จจริง กรณี นางรุ่งนภา ราชสมบัติ อายุ 33 ปี ได้สูญหายไปนานกว่า 2 ปีแล้วหลังจากได้ไปพบสามีเก่าชาวนอร์เวย์ ที่ จ.ภูเก็ต ญาติ ๆ ได้หอบหลักฐานต่าง ๆ มามอบไว้ให้ตำรวจ
พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ปรมาจารย์นักสืบ เจ้าของประโยค “กลับหลังหัน เริ่มต้นใหม่ เพื่อการรับใช้ที่ดีกว่า และตำรวจยุคใหม่ไม่ทำผิด” จึงสั่งกำชับให้ พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผบก.ป.จัดทีมสืบสวนเข้าไปคลี่คลายคดีทันที ซึ่งชุดสืบสวนนำโดย พ.ต.อ.อธิป แท่นนิล ผกก.5 บก.ป. พ.ต.ท.วัฒน์ชัย มณฑีรรัตน์ สว.กก.5 และ ร.ต.ท.ธีรพัฒน์
คารมย์ รอง สว.กก.5 ได้ลงพื้นที่จ.ภูเก็ต ไปประสานงานกับ พ.ต.อ.ศิริศักดิ์ วาสะศิริ ผกก.สภ.ฉลอง ซึ่งก็จัดกำลังไปร่วมทำคดี ประกอบด้วย พ.ต.ท.ณรงค์ ลักษณะวิมล รองผกก.ป. พ.ต.ท.ชวลิต เพชรศรีเปีย พ.ต.ท.ศักดิ์เดช กัมพลานุวัฒน์ สว.สส. พ.ต.ท.พาชัย มัธยันต์ สวป.
การคลี่คลายคดีครั้งนี้ได้แสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน โดยใช้วิธีการสืบสวนสมัยใหม่ วิเคราะห์จากหลักพฤติกรรมศาสตร์ หลักภูมิศาสตร์อาชญากร ใช้การสืบสวนทั้งสองทาง คือ จากทางด้านพฤติกรรมของผู้ต้องสงสัย และการคิดโดยใช้หลักตรรกะวิทยา ซึ่งทั้ง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และ พล.ต.ต.สุพิศาล ได้เคยไปศึกษามาจากประเทศแคนาดาและประเทศสหรัฐอเมริกา ได้นำมาถ่ายทอดให้กับนักสืบรุ่นใหม่ ๆ ของบช.ก. ส่งผลให้ชุดสืบสวนของกองปราบฯและสภ.ฉลอง ร่วมกันทำงานเก็บข้อมูลอย่างละเอียดทุกชิ้นที่มีอยู่ทั้งหมด เนื่องจากผู้ตายก่อนสูญหายได้มาพบกับผู้ต้องสงสัยที่ จ.ภูเก็ต
กระทั่งศาลจังหวัดภูเก็ต ได้ไต่สวนคำร้องพิเคราะห์จากพยานหลักฐานของทีมสืบสวนชุดนี้ที่นำมายื่นให้ ไว้อย่างละเอียดเชื่อว่าเรื่องราวและคดีมีมูล จึงได้อนุมัติหมายค้นให้เจ้าหน้าที่เข้าทำการค้นบ้านพักของ นายสแตน ฮาเวิร์ด ด๊อกเซ็ท อายุ 50 ปี สัญชาตินอร์เวย์ อดีตสามีของผู้ตาย ที่เข้ามาปักหลักทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเมืองไทย ซึ่งมีบ้านพักทั้งที่ จ.ภูเก็ต และอ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ แต่เป้าหมายที่ตำรวจสงสัยคือ บ้านพักแบบเรือนไทยอยู่ในจ.ภูเก็ต ผลการตรวจค้นเจ้าหน้าที่พบถังขยะแบบล้อลากขนาดใหญ่ ถูกปิดฝาด้วยสก๊อตเทปอย่างดี เมื่อเปิดออกดูถึงกับผงะ เพราะพบเศษชิ้นส่วนอวัยวะมนุษย์ ถูกชำแหละเป็นชิ้น จนเกือบย่อยสลายรวมเป็นก้อนใหญ่อยู่ในถังขยะ
แพทย์นิติเวชยืนยันว่าศพดังกล่าวเป็นชิ้นส่วนของมนุษย์และท่อนกระดูกแล้ว ระบุเป็นผู้หญิง ศีรษะยังมีบาดแผลร่องรอยถูกกระแทกด้วยของแข็ง เมื่อตำรวจพบหลักฐานชิ้นสำคัญ จึงได้จับกุมตัวนายสแตน มาสอบสวนดำเนินคดีให้การรับสารภาพ อ้างว่าเหตุที่ทำไปตนเกิดความหึงหวงมีปากเสียงกับผู้ตาย เหตุเกิดช่วงกลางปี 2552 เนื่องจากผู้ตายมาบอกเลิกราจึงทะเลาะกันอย่างรุนแรงและได้ผลักผู้ตายล้ม ศีรษะกระแทกกับพื้นอย่างแรงปรากฏว่าผู้ตายเสียชีวิต
“แต่เนื่องจากความที่รักผู้ตายมากและเกรงกลัวความผิดเพราะทราบว่าแฟนใหม่ผู้ ตายเป็นตำรวจจึงตัดสินใจชำแหละศพ โดยใช้ความรู้ในทางด้านเภสัชฯซึ่งเคยศึกษามาจากนอร์เวย์ ซื้อน้ำยามาดองศพไว้ในถังขยะ ปิดด้วยถุงพลาสติกสีดำ ก่อนที่จะเก็บไว้ในห้องน้ำปิดล็อกเอาไว้ไม่ให้ใครเข้าไปใช้เด็ดขาด ในรอบ 3 เดือนจะเคลื่อนถังขยะไปยังอีกห้อง บริเวณใกล้กัน เพื่อทำความสะอาดพื้นห้องน้ำ จะเป็นผู้ทำความสะอาดเอง โดยไม่ใช้แม่บ้าน”
นับเป็นคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญอีกคดี ที่ตำรวจกองปราบฯ ได้นำความรู้วิชาการตำรวจสมัยใหม่มาใช้ร่วมคลี่คลายคดี สมกับเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน.
อำนวย ควบคุม ถ่ายภาพ / รัชพล ยี่สุ่น รายงาน
ขอขอบคุณ ข้อมุลจาก เดลินิวส์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


