จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

(สงขลา)เร่งปรับโฉม ตร.ในสังกัดตำรวจสอบสวนกลางที่ทำงานในภาคใต้เป็นตำรวจผู้รับใช้ชุมชน



       รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เร่งปรับโฉมตำรวจในสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางที่ปฎิบัติหน้าที่ใน พื้นที่ภาคใต้ให้เป็น”ตำรวจผู้รับใช้ชุมชน” ตามทฤษฎีใหม่ของผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาอาชญากรรม
       (4ก.ค.2555) ที่ห้องประชุมโรงแรมโกลด้นท์คราวน์พลาซ่า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พล.ต.ต.สรรพวุฒิ พิพัฒพันธ์ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้เป็นประธานในพิธีเปิด”โครงการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รับใช้ชุมชน” โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางในพื้นที่ภาค ใต้ ประกอบด้วย ตำรวจท่องเที่ยว,ตำรวจทางหลวง,ตำรวจกองปราบปรามและตำรวจรถไฟ เข้าร่วมกว่า 200 นาย เข้าร่วม
       ซึ่งโครงการ”ตำรวจผู้รับใข้ชุมชน”นั้น เป็นยุทธศาสตร์ของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นายตำรวจที่ได้ชื่อว่าเป็นอาจารย์สืบสวนสอบสวน มีประสบการณ์ทำงานร่วมกับหน่วยงานสำคัญในต่างประเทศ ได้เสนอปรับยุทธศาสตร์ โดยเน้นการทำงานด้านการป้องกันมากกว่าปราบปราม และเปลี่ยนเทคนิค วิธีการทำงานให้ก้าวทันยุคทันสมัย จากแนวคิดทฤษฎีตำรวจในต่างประเทศเพื่อ “ผ่าทางตัน” ให้วงการตำรวจลบภาพเก่าๆ ตำรวจมือปราบ ตำรวจนักประชาสัมพันธ์ ตำรวจที่ทำตัวเป็นเจ้าขุน มูลนาย มาเป็นตำรวจที่ทำงานกับประชาชน มุ่งลดความหวาดระแวง
       ช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชน เน้นการป้องกันและการบริการเป็น การนำตำรวจเข้าไปฝังตัวในชุมชน เพื่อรับใช้ ให้บริการประชาชน จนได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชน ซึ่งจะทำให้ประชาชนมองตำรวจเป็นเพื่อนบ้านคนหนึ่ง “ตำรวจคือมิตร ไม่ใช่ยักษ์ที่คอยจับผิดประชาชน” ประชาชน จะไม่หวาดระแวงตำรวจเหมือนยุคก่อน แจ้งข้อมูลให้ตำรวจทราบ จากนั้นตำรวจรับฟังปัญหาของประชาชนในชุมชนและร่วมมือกันแก้ปัญหา ตามหลักการสากลที่ประสบผลสำเร็จมาแล้ว เมื่อปัญหาของชุมชนถูกแก้ไขหมดไป ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจะดีขึ้น ความปลอดภัยจะมากขึ้น อาชญากรรมจะค่อยๆลดลง เป็นชุมชนที่น่าอยู่และปลอดภัยขึ้น เป็นการคืนชุมชนสีขาวให้กับสังคมการแก้ปัญหาต้องสอดคล้องความต้อง การชุมชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่แก้ปัญหาโดยสั่งการจากส่วนกลาง
       โดยวิธีการนี้ได้รับการพิสูจน์มาแล้วในหลายประเทศเกือบทั่วโลกว่าสามารถลด อาชญากรรม แก้ปัญหายาเสพติดและปัญหาความไม่สงบในสังคมได้ จนกลายมาเป็นการพัฒนาองค์กรตำรวจ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในต่างประเทศเขาใช้กันมานานแล้ว แต่เป็นการทำตามทฤษฎีที่ถูกต้อง
      ///// ข่าวโดย ธรณิศวร์ พิรุณละออง /สำนักข่าวเนชั่น

วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2555

'เพรียวพันธ์' เข้มกวาดอาวุธ ส่งรถเอกซเรย์ดักตรวจจับ!

“พล.ต.อ.เพรียวพันธ์” เต้นผาง เหตุอาวุธปืนระบาดเกลื่อนถนน เกิดเหตุยิงกันไม่เว้นแต่ละวัน เป็นเหตุให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ลุยเองเรียกประชุมหน่วยที่เกี่ยวข้อง ประกาศกำราบทั้งผู้มีอิทธิพล วัยรุ่นป่วนเมือง และแก๊งยาเสพติด ตั้ง “สมยศ-วรพงษ์-ชัยวัฒน์-คำรณวิทย์” คุมพื้นที่กรุงเทพฯนำร่อง สั่งรถเอกซเรย์ยาเสพติด บช.ปส.ร่วมตั้งด่านตรวจ  สแกนหาปืนและยาเสพติดพื้นที่เป้าหมาย  ย้ำ  ผบช.ทุกพื้นที่ต้องเอาให้อยู่

ที่ สตช. เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. มีหนังสือแจ้งด่วนเรียก พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ที่ปรึกษา (สบ 10) เทียบเท่า รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา ที่ปรึกษา (สบ 10) เทียบเท่า รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ โชติมา ผบช.ปส. พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง รักษาการ ผบช.น. พล.ต.ต.วรศักดิ์ นพสิทธิพร รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ชัยวัฒน์ ฉันทวรลักษณ์ ผบก.บก.สปพ. พ.ต.อ.ทิวา โสภาเจริญ ผกก.สายตรวจ บก.สปพ.ประชุมด่วนที่ห้องประชุม 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในวันที่ 21 มิ.ย. เพื่อหามาตรการป้องกันเหตุแก๊งวัยรุ่น แก๊ง จยย.ซิ่ง และผู้มีอิทธิพลใช้อาวุธปืนก่อเหตุคดีสะเทือนขวัญหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม.

พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร.กล่าวว่า เรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องเพื่อหามาตรการป้องกันเหตุความรุนแรงที่เกิด จากกลุ่มวัยรุ่น แก๊ง จยย.ซิ่ง และแก๊งผู้มีอิทธิพลใช้อาวุธปืนก่อเหตุ จนทำให้ผู้ที่บริสุทธิ์ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องที่ได้รับคำร้องเรียนเข้ามามาก โดยมีคำสั่งกำชับ ผบช.ที่รับผิดชอบทุกพื้นที่ให้เพิ่มมาตรการตรวจค้น กดดัน และจับกุมกลุ่มเป้าหมาย ที่มีประวัติพัวพันก่อเหตุในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะการปล่อยปละละเลยให้พกพาอาวุธปืนเข้าไปเที่ยวตามสถานบริการ หรือพกพาอาวุธ เพื่อใช้ก่อเหตุล้างแค้นคู่กรณี จนเป็นเหตุให้ผู้ที่ไม่รู้เรื่องได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต เป็นเรื่องเร่งด่วนต้องพยายามทำให้ประชาชนมีความมั่นใจ ไม่ต้องมาคอยนั่งหวาดระแวงกับการใช้ชีวิตตามปกติ ซึ่งเรื่องอาวุธปืนเป็นเรื่องสำคัญเป็นต้นตอของการก่อคดีอาชญากรรม

พล.ต.อ. เพรียวพันธ์กล่าวอีกว่า จะมีคำสั่งให้ พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา ที่ปรึกษา (สบ 10) เทียบเท่ารอง ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ที่ปรึกษา (สบ 10) เทียบเท่ารอง ผบ.ตร.เป็นผู้รับผิดชอบร่วมกับ พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ โชติมา ผบช.ปส. และ พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง รักษาการ ผบช.น. จัดเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญของ บช.ปส. บก.สปพ. และคอมมอนโด กองปราบปราม ร่วมตั้งด่านตรวจค้นพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดเหตุ โดยให้ พล.ต.ต.คำรณวิทย์กำหนดเป้าหมายในการตั้งด่านตรวจค้น ทั้งแหล่งชุมชน สถานบันเทิงที่มีประวัติก่อเหตุ ค้ายาเสพติดและมีคดีใช้อาวุธยิงผู้อื่น โดยจะนำรถยนต์เอ็กซเรย์ยาเสพติด 4 คัน และ รถโมบายติดตั้งเครื่องตรวจทะเบียนรถของ บช.ปส.ใช้ตรวจเอ็กซเรย์รถที่พกพาอาวุธและยาเสพติดในพื้นที่กรุงเทพฯ เครื่องจะสแกนข้อมูลอาวุธปืน ระเบิด และยาเสพติด ไม่จำเป็นต้องตรวจค้นรถทุกคัน เพื่อให้กระทบความเดือดร้อนประชาชนด้านจราจรน้อยที่สุด ขอเตือนกลุ่มนักเที่ยว วัยรุ่น ผู้มีอิทธิพลว่า สตช. มีนโยบายชัดเจนเรื่องอาวุธปืนและยาเสพติดจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด

“ตำรวจ จะไม่ใช้การตรวจค้นอย่างที่ผ่านมาเท่านั้น เพราะบางทีตรวจไม่พบ ทำให้เกิดปัญหากับประชาชนทั่วไป แต่เครื่องเอ็กซเรย์จะเป็นเครื่องมือตรวจสอบได้ละเอียดทั้งวัตถุต้องสงสัย อาวุธปืน ยาเสพติด ใช้ตรวจค้นจับกุมยาเสพติดได้ผลในเส้นทางลำเลียงหลักพื้นที่ภาคเหนือ จะต้องเอาให้อยู่ให้ได้เพราะประชาชนเดือดร้อน เป็นการทำให้ประชาชน รู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ไม่สบายใจที่จะปล่อยลูกหลานออกนอกบ้าน เป็นเรื่องไม่น่าเกิดขึ้น เป็นหน้าที่ตำรวจ ผู้ที่มีอำนาจแก๊งวัยรุ่นซิ่งป่วนเมืองที่คิดพกพาอาวุธเพื่อก่อเหตุทำร้าย ผู้อื่นขอให้ระวังให้ดี หากจับกุมได้จะดำเนินการไม่มีการละเว้น ขอสั่งให้ตำรวจทุกพื้นที่เพิ่มความเข้มตรวจค้นอาวุธและยาเสพติด โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีอิทธิพล แก๊งวัยรุ่น เพื่อสกัดกั้นต้นเหตุของเหตุรุนแรงให้ได้ เป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ที่จะปล่อยให้พกปืนมายิงกันกลางถนนหรือชุมชนอย่างไม่ เกรงกลัวกฎหมาย” ผบ.ตร.กล่าว

ขอขอบคุณ ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ