จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555


 
การนั่งคุยกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผู้ บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ผู้ริเริ่มนำแนวคิดการบริหารงานตำรวจสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้กับตำรวจไทยนั้น ทำให้ได้แง่คิดที่น่าสนใจหลายประการเลยทีเดียว

จากเรื่องยาเสพติดที่เขียนไว้ในบล็อกที่แล้วมาถึงบล็อกนี้เป็นเรื่อง "สภาพตำรวจ" ในปัจจุบัน (คงไม่ต้องย้ำนะครับว่าในทุกสังคมมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกันอยู่แล้วเป็นธรรมดา) 

พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ นำเสนอผ่านพรีเซนเตชั่นชิ้นหนึ่ง เริ่มต้นด้วยประโยคที่ว่า
 "ยังจำได้ไหม" จากนั้นก็เป็นการสัมภาษณ์วัยรุ่นที่อยากเป็นตำรวจซึ่งแต่ละคนบอกสอบเข้ายาก การแข่งขันสูง อยากจับคนร้าย ช่วยเหลือประชาชน

ภาพตัดมาที่นายตำรวจสัญญาบัตรและชั้นประทวนใหม่ถอดด้าม เพิ่งเริ่มงาน พวกเขาแต่ละคนก็ภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนและสังคม

ภาพต่อมาเป็นภาพแอบถ่ายตำรวจกลุ่มหนึ่งเป็นตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่มานานแล้ว โดยแต่ละภาพที่ปรากฏคือ 
- ตั้งด่านจราจรรีดไถ ไม่สนใจว่ารถข้างหลังจะติดขัดขนาดไหน
- ตรวจตู้แดงก็แค่ลงไปเซ็นชื่อแล้วขึ้นซ้อนท้ายกลับออกไป
- ตั้งวงไพ่, แทงสนุ๊กเกอร์, ตั้งวงดื่มสุรา ขณะปฏิบัติหน้าที่ และยังอยู่ในเครื่องแบบ

ภาพตัดกลับมาด้วยประโยคที่ว่า

"เคยถามหรือไม่ว่าทำไม? นี่คือคนเก่งที่ได้รับการยอมรับจากผู้อื่น?"

(โปรดติดตามตอนต่อไป) 

..........ll..........
 
ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก oknation ครับ

วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555


 

ตำรวจร่วมงาน สถาปนา บช.ก. 71ปี

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 12:13 น.


( 10 ก.พ. )ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง  พล.ต.อ.เพรียวพันธ์  ดามางพงศ์ ผบ.ตร. เป็นประธานในงานวันคล้ายวันสถาปนากองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ปีที่ 71   ที่ห้องประชุมชั้น 4 บช.ก.   โดยมีนายตำรวจระดับสูงที่เคยดำรงตำแหน่ง ผบช.ก. มาร่วมงานจำนวนมากอาทิ พล.ต.อ.วรพงษ์  ชิวปรีชา  ที่ปรึกษาสบ 10 พล.ต.อ.สมยศ  พุ่มพันธ์ม่วง  ที่ปรึกษาสบ 10  นอกจากนี้ยังมี  พล.ต.อ. เอก  อังสนานนท์  รองผบ.ตร.  พล.ต.อ.สถาพร  หลาวทอง จเรตำรวจแห่งชาติ  พล.ต.ท.มนตรี  จำรูญ อดีต ผบช.ก. และข้าราชการตำรวจในสังกัด บช.ก. จำนวนมาก
โดยพิธีช่วงแรกพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์  ฉายาพันธ์  ผบช.ก. นำข้าราชการตำรวจในสังกัดสักการะสิ่งศักดิ์สิทธ์ในบช.ก.และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากนั้น ร่วมพิธีสงฆ์ที่ห้องประชุมชั้น 4 จากนั้น พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ เป็นประธานมอบประกาศเกียรติคุณให้กับข้าราชการตำรวจในสังกัด บช.ก. ที่มีผลงานดีเด่น  รวมถึงสื่อมวลชนที่ร่วมผลักดันทฤษฏีตำรวจรับใช้ชุมชน
พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ กล่าวว่า ตร. ให้ความสำคัญกับทฤษฏี “ตำรวจรับใช้ชุมชน” ที่พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์   นำร่องมาก่อนหน้านี้ เนื่องจากเป็นโครงการที่ดี  ได้ประโยชน์จริง  ๆ  ที่ให้ตำรวจอย่างน้อย 2-3 นาย ไปอยู่อาศัยกับคนในชุมชุนเหมือนญาติสนิท   โดยมอบหมายให้พล.ต.อ.เอก รับผิดชอบผลักดันโครงการนี้ไปใช้ในชุมชนให้มากที่สุด  ซึ่งที่จริง บช.ก. ได้ส่งตำรวจอยู่ในชุมชนบ้างแล้ว นำร่องไปแล้ว ตร.ก็จะผลักดันเพิ่มเติมให้มากที่สุด ภายในปีนี้


ขอขอบคุณ ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

โครงการตำรวจผู้รับใช้ชุมชน (Community Policing)



http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/thumb/a/a5/WorldToday_Logo.png/180px-WorldToday_Logo.png
รายงาน(วันสุข) จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ วันสุข
ปีที่ 7 ฉบับที่ 347 ประจำวัน จันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2012
คอลัมน์/บทความ -
เรื่อง ตำรวจรับใช้ชุมชน
โดย หนวดสีเหล็ก


กองบัญชาการตำรวจ สอบสวนกลาง โดย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. ได้นำเสนอโครงการตำรวจผู้รับใช้ชุมชน (Community Policing) ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา โดยโครงการที่ว่านี้สามารถช่วยลดปัญหาอาชญากรรมได้จนมีการสรุปเป็นทฤษฎี “ตำรวจผู้รับใช้ชุมชน” “ตำรวจผู้รับใช้ชุมชน” ถูกนำมาใช้เป็นกรอบในการปฏิบัติงานเพื่อลดปัญหาอาชญากรรม โดยประเทศไทยเริ่มนำทฤษฎีนี้มาใช้ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2539 ที่ชุมชนหลังวัดบางขุนนนท์ ซึ่ง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. ที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสถานีในขณะนั้น นำโครงการดังกล่าวมาทดลองใช้ สิ่งสำคัญคือได้รับคำแนะนำจากตำรวจผู้มีประสบการณ์ทั้งในและต่างประเทศ คัดเลือกตำรวจ 2 นายลงไปคลุกคลีกับชาวบ้าน เรียนรู้หลักการจดบันทึกข้อมูลอาชญากรรม รวบรวมรายละเอียดสภาพแวดล้อมความเป็นมาของชุมชน เพื่อวางแผนแก้ไขปัญหาอาชญากรรม เน้นการทำงานแบบเข้าถึง ไม่ใช่จับปราบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
“ตำรวจที่ทดลองเข้าไปคลุกคลีอยู่กับชาวบ้านจะทำงานทั้งด้านการรักษา กฎหมายและเป็นที่ปรึกษาให้กับชาวบ้านไปพร้อมๆกัน เพื่อทำลายกำแพงกั้นระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชนที่มักเป็นไม้เบื่อไม้ เมากัน”
ดังนั้น เพื่อให้มีการนำโครงการดังกล่าวไปใช้อย่างจริงจัง วันที่ 27 มกราคม 2555 พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. จึงเปิดสัมมนาเรื่องการแก้ปัญหาอาชญากรรม ซึ่งนำโครงการตำรวจผู้รับใช้ชุมชนมาเป็นธงนำในการทำงาน
การสัมมนาครั้งนี้มี ศ.ดร.สุธรรม เชื้อประกอบกิจ ในฐานะที่ปรึกษา บช.ก. และ พล.ต.ต.เชิด ชูเวช รอง ผบช.ก. เป็นผู้บรรยาย มี ดร.อิสระพัฒน์ ธีรพัฒน์สิริ ตัวแทนผู้ตรวจการแผ่นดิน สำนักงานตรวจการแผ่นดิน และแขกผู้มีเกียรติอีกหลายท่านร่วมรับฟัง ที่ห้องประชุม บช.ก.
ศ.ดร.สุธรรมแสดงความเห็นว่า “งานของตำรวจชุมชนสัมพันธ์และตำรวจผู้รับใช้ชุมชนเป็นงานที่ต้องเข้าถึงชาว บ้าน หากนำทฤษฎีตำรวจผู้รับใช้ชุมชนมาใช้จะเป็นการสร้างชุมชนที่มีความคุ้นเคยกัน ระหว่างตำรวจกับประชาชน โดยตำรวจต้องเป็นฝ่ายเข้าหาชาวบ้านให้บริการด้านชุมชนอย่างเต็มที่ รวมทั้งการมีส่วนร่วมกับชุมชน ทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาอาชญากรรมและยาเสพติด”
สรุปได้ว่า “ผลลัพธ์ที่ออกมาจะทำให้คดีต่างๆเกิดขึ้นน้อยลง จะไม่มีการปล่อยให้ตำรวจแก้ไขปัญหาแต่เพียงฝ่ายเดียวด้วยการสั่งงาน แต่ต้องมาจากความรู้สึกที่อยากทำ อยากมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา จนกระทั่งไม่จำเป็นที่เราต้องจับผู้กระทำผิดทุกครั้งไป เพื่อหาวิธีอื่นที่เหมาะสม กรณีไม่รุนแรงในการแก้ไขปัญหาหรือเป็นวิธีการนอกกรอบ และที่สำคัญจะเป็นการลดช่องว่างระหว่างตำรวจกับชาวบ้านได้เป็นอย่างดี”
ด้าน พล.ต.ต.เชิด ชูเวช รอง ผบช.ก. กล่าวว่า “ทฤษฎีดังกล่าวคงต้องใช้เวลาในการปฏิบัติพอสมควร เป็นวิธีการหนึ่งในปฏิบัติการป้องกันและลดปัญหาอาชญากรรม เพื่อช่วยกันแก้ไข ปัญหาตามบทบาทและหน้าที่ของตำรวจ หลังจาก พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ได้ทดลองทำมาแล้วผลปรากฏว่าสร้างความพึงพอใจให้กับประชาชน ที่อยู่ร่วมกันในชุมชน สามารถแก้ปัญหาอาชญากรรมได้สัมฤทธิผลยิ่งขึ้น
ความหวังส่วนหนึ่งของโครงการตำรวจผู้รับใช้ชุมชนคือ การสร้างจิตสำนึกให้ตำรวจเพื่อทำความเข้าใจประชาชน และเป็นทางเลือกหนึ่งในการป้องกันและแก้ปัญหาอาชญากรรม ไม่ใช่จ้องแต่จะจับกุม ตั้งข้อหาชาวบ้านเพียงอย่างเดียว
ดร.อิสระพัฒน์ระบุว่า “เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อให้ตำรวจได้ใกล้ชิดประชาชนมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญตำรวจต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประชาชนในฐานะผู้รักษากฎหมาย ผมเห็นด้วยกับโครงการสกรีนตำรวจปลอดยาเสพติด มีการสุ่มตรวจสารเสพติดในตัวข้าราชการตำรวจ เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่ามีตำรวจเกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือไม่
แต่ตำรวจต้องเคลียร์ตัวเองและพร้อมให้การช่วยเหลือประชาชน ไม่ใช่มาเป็นต้นตอของปัญหาเสียเอง เราเข้ามาสนับสนุนตรงนี้เพื่อพยายามหาทางส่งเสริมมาตรฐานจริยธรรม ตำรวจทำงานใกล้ชิดประชาชนจึงหนีไม้พ้นข้อครหา ดังนั้น คนเป็นตำรวจจึงต้องทำอย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมา”
อย่างไรก็ตาม โครงการตำรวจผู้รับใช้ชุมชนจะสัมฤทธิผลประการใดก็ขึ้นอยู่กับว่าตำรวจและ ประชาชนเข้าใจกันแค่ไหน ตำรวจจะเข้าถึงประชาชนหรือไม่ หรือประชาชนจะเข้าใจตำรวจมากน้อยเพียงใด

ขอขอบคุณที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 7 ฉบับ 347 วันที่ 18 - 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 หน้า 21 คอลัมน์ รอบรั้วปทุมวัน โดย หนวดสีเหล็ก

วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555


วันที่ 08 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
บช.ก.ปรับยุทธศาสตร์ สร้างตร.-รับใช้ชุมชน
คมกฤช ราชเวียง รายงาน


โครงการตำรวจผู้รับใช้ชุมชน (Community Policing) มีต้นกำเนิดมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นโครงการที่ว่ากันว่าช่วยลดปัญหาอาชญากรรมได้ จนมีการสรุปเป็นทฤษฎีตำรวจผู้รับใช้ชุมชนนำมาเป็นกรอบในการปฏิบัติงานลด ปัญหาอาชญากรรม โดยประเทศไทยเริ่มนำทฤษฎีนี้มาใช้ ครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.2539 ที่ชุมชนหลังวัดบางขุนนนท์ โดย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. ที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสถานีในขณะนั้น นำโครงการดังกล่าวมาทดลองใช้
ได้รับคำแนะนำจากตำรวจผู้มีประสบการณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศคัด เลือกตำรวจ 2 นายลงไปคลุกคลีกับชาวบ้าน เรียนรู้หลักการจดบันทึกด้วยการทำวิจัยเชิงสำรวจและศึกษาข้อมูลอาชญากรรม รวบรวมรายละเอียดสภาพแวดล้อมความเป็นมาของชุมชน เพื่อวางแผนแก้ปัญหาอาชญากรรม
ทำงานแบบเข้าถึงไม่ใช่เน้นจับ-ปราบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น!!?
ตำรวจที่ทดลองเข้าไปคลุกคลีอยู่ กับชาวบ้าน จะทำงานทั้งทางด้านการรักษากฎหมายและเป็นที่ปรึกษาให้กับชาวบ้านไปพร้อมกัน เพื่อทำลายกำแพงกั้นระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชน ที่มักเป็นไม้เบื่อไม้เมากัน เพื่อให้มีการนำโครงการดังกล่าวไปใช้อย่างจริงจัง
วันที่ 27 ม.ค. ที่ผ่านมา พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. จึงเปิดสัมมนาเรื่องการแก้ปัญหาอาชญากรรม โดยนำโครงการตำรวจผู้รับใช้ชุมชนเป็นธงนำในการทำงาน
การสัมมนาครั้งนี้มี ศ.ดร.สุธรรม เชื้อประกอบกิจ ในฐานะที่ปรึกษาบช.ก. และพล.ต.ต.เชิด ชูเวช รองผบช.ก. เป็นผู้บรรยาย มีดร.อิสระพัฒน์ ธีรพัฒน์สิริ ตัวแทนผู้ตรวจการแผ่นดิน สำนักงานตรวจการแผ่นดิน และแขกผู้มีเกียรติอีกหลายท่านร่วมรับฟัง งานจัดที่ห้องประชุมบช.ก.
ศ.ดร.สุธรรมแสดงความเห็นว่า งานของตำรวจชุมชนสัมพันธ์และตำรวจผู้รับใช้ชุมชน เป็นงานที่ต้องเข้าถึงชาวบ้าน หากนำทฤษฎีตำรวจผู้รับใช้ชุมชนมาใช้ จะเป็นการสร้างชุมชนที่มีความคุ้นเคยกันระหว่างตำรวจกับประชาชน โดยตำรวจจะต้องเป็นฝ่ายเข้าหาชาวบ้านให้บริการด้านชุมชนอย่างเต็มที่ รวมทั้งการมีส่วนร่วมกับชุมชน ทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาอาชญากรรมและยาเสพติด
ผลลัพธ์ที่ออกมาจะทำให้คดีต่างๆ เกิดขึ้นน้อยลง จะไม่มีการปล่อยให้ตำรวจแก้ไขปัญหาแต่เพียงฝ่ายเดียวด้วยการสั่งงาน แต่ต้องมาจากความรู้สึกที่อยากจะทำ มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา จนกระทั่งไม่จำเป็นที่เราต้องจับผู้กระทำผิดทุกครั้งไป เพื่อหาวิธีอื่นที่เหมาะสม กรณีไม่รุนแรงในการแก้ไขปัญหาหรือเป็นวิธีการนอกกรอบ และที่สำคัญจะเป็นการลดช่องว่างระหว่างตำรวจกับชาวบ้านได้เป็นอย่างดี ศ.ดร.สุธรรมกล่าว

ด้านพล.ต.ต.เชิด ชูเวช รองผบช.ก. กล่าวว่า ทฤษฎีดังกล่าวคงต้องใช้เวลาในการปฏิบัติพอสมควร เป็นวิธีการหนึ่งในปฏิบัติการป้องกันและลดปัญหาอาชญากรรม เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาตามบทบาทและหน้าที่ของตำรวจ หลังจากพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ได้ทดลองทำมาแล้ว ผลปรากฏว่าสร้างความพึงพอใจให้ กับประชาชนที่อยู่ร่วมกันในชุมชน แก้ปัญหาอาชญากรรมได้สัมฤทธิผลยิ่งขึ้น

ความหวังส่วนหนึ่งของโครงการตำรวจผู้รับใช้ ชุมชน คือการสร้างจิตสำนึกให้ตำรวจเพื่อทำความเข้าใจประชาชนและเป็นทางเลือกหนึ่ง ในการป้องกันและแก้ปัญหาอาชญากรรม ไม่ใช่จ้องแต่จะจับกุมจ้องตั้งข้อหาชาวบ้านเพียงอย่างเดียว
ด้านดร.อิสระพัฒน์ ระบุว่า เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อให้ตำรวจได้เข้าใกล้ประชาชนมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญ ตำรวจจะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประชาชน ในฐานะผู้รักษากฎหมาย ตนเห็นด้วยกับโครงการสกรีนตำรวจปลอดยาเสพติด มีการสุ่มตรวจสารเสพติดในตัวข้าราชการตำรวจ เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่ามีตำรวจเกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือไม่
ตำรวจต้องเคลียร์ตัวเอง และพร้อมให้การช่วยเหลือประชาชน ไม่ใช่มาเป็นต้นตอของปัญหาเสียเอง เราเข้ามา สนับสนุนตรงนี้ เพื่อที่จะพยายามหาทางส่งเสริมมาตรฐานจริยธรรม ตำรวจทำงานใกล้ชิดประชาชน จึงหนีไม่พ้นข้อครหา
ดังนั้นคนเป็นตำรวจจึงต้องทำอย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมาดร.อิสระพัฒน์กล่าว
โครงการตำรวจผู้รับใช้ชุมชนจะบรรลุผลลดกำแพงกั้นระหว่างตำรวจกับชาวบ้านได้หรือไม่ วัดได้จากเสียงสะท้อนของประชาชน

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก "ข่าวสด"

วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

  5 กุมภาพันธ์ 2555

“ตำรวจผู้รับใช้ชุมชน” โครงการ“พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์”

Pic_235897


ผบ.ตร.เฉียบ-หนุนนโยบาย


เป็นอีกช่วงที่ต้องฝ่าฟันไปให้ได้ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับความสับสนอลหม่านจาก “คนนอก” ร่วมกันเขย่าความเชื่อมั่นองค์กรตำรวจ ทั้ง การออกมาปล่อยข้อมูลบ่อนการพนัน-สถานบริการและคลื่นใต้น้ำผสมโรงบั่นทอน ความเชื่อมั่นของตำรวจเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองไม่ได้มองผลงานของ ตำรวจ
ทั้งที่สมัย พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.น. ปิดคดีอาชญากรรมร้ายแรงนับไม่ถ้วน และผลงานปราบปรามยาเสพติดจำนวนมหาศาลของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. ซึ่งเป็นมหันตภัยยิ่งใหญ่ของสังคมไทย
ตำรวจ ไม่มีทางเลือก ต้องก้มหน้าทำงาน เป็นเครื่องสะท้อนได้เป็นอย่างดี แม้ตำรวจทำงานหนัก แต่ยังไม่สามารถเข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจประชาชนได้ ภาพพจน์ตำรวจไม่ดี เป็นข้าราชการที่มีต้นทุนสังคมต่ำ เป็นปัญหาใหญ่ของผู้นำตำรวจพยายามแก้ไขทุกยุคทุกสมัย จนเป็นที่มาของ “ตำรวจผู้รับใช้ชุมชน”
ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. นายตำรวจที่ได้ชื่อว่าเป็นอาจารย์สืบสวนสอบสวน มีประสบการณ์ทำงานร่วมกับหน่วยงานสำคัญในต่างประเทศ ได้เสนอปรับยุทธศาสตร์ โดยเน้นการทำงานด้านการป้องกันมากกว่าปราบปราม และเปลี่ยนเทคนิค วิธีการทำงานให้ก้าวทันยุคทันสมัย
จากแนวคิดทฤษฎีตำรวจในต่างประเทศเพื่อ “ผ่าทางตัน” ให้วงการตำรวจ

ลบภาพเก่าๆ ตำรวจมือปราบ ตำรวจนักประชาสัมพันธ์ ตำรวจที่ทำตัวเป็นเจ้าขุน มูลนาย มาเป็นตำรวจที่ทำงานกับประชาชน มุ่งลดความหวาดระแวง ช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชน เน้นการป้องกันและการบริการเป็น การนำตำรวจเข้าไปฝังตัวในชุมชน เพื่อรับใช้ ให้บริการประชาชน จนได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชน ซึ่งจะทำให้ประชาชนมองตำรวจเป็นเพื่อนบ้านคนหนึ่งตำรวจคือมิตร ไม่ใช่ยักษ์ที่คอยจับผิดประชาชน.........
ประชาชนจะไม่หวาดระแวงตำรวจเหมือนยุคก่อน แจ้งข้อมูลให้ตำรวจทราบ จากนั้นตำรวจรับฟังปัญหาของประชาชนในชุมชนและร่วมมือกันแก้ปัญหา ตามหลักการสากลที่ประสบผลสำเร็จมาแล้ว เมื่อปัญหาของชุมชนถูกแก้ไขหมดไป ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจะดีขึ้น ความปลอดภัยจะมากขึ้น อาชญากรรมจะค่อยๆลดลง
เป็นชุมชนที่น่าอยู่และปลอดภัยขึ้น... เป็นการคืนชุมชนสีขาวให้กับสังคม

การแก้ปัญหาต้องสอดคล้องความต้อง การชุมชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่แก้ปัญหาโดยสั่งการจากส่วนกลาง
วิธีการนี้ได้รับการพิสูจน์มาแล้วในหลายประเทศเกือบทั่วโลกว่าสามารถลดอาชญากรรม แก้ปัญหายาเสพติดและปัญหาความไม่สงบในสังคมได้
จน กลายมาเป็นการพัฒนาองค์กรตำรวจในยุค พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. นำเอา “ตำรวจผู้รับใช้ชุมชน” บรรจุไว้ในยุทธศาสตร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.54 ซึ่งจะเริ่มใช้ในปี พ.ศ.2555 จนถึง พ.ศ.2564 เป็นเวลา 10 ปี
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในต่างประเทศเขาใช้กันมานานแล้ว แต่เป็นการทำตามทฤษฎีที่ถูกต้อง
พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. เจ้าของโครงการ เปิดเผยกับ “ทีมข่าวอาชญากรรม” ว่า “การ บริหารงานตำรวจยุคใหม่ แตกต่างจากการบริหารงานยุคเก่าโดยสิ้นเชิง ที่ผ่านมาผู้บังคับบัญชาจะใช้การบริหารงานแบบบนลงล่าง จะสั่งการให้ทำ กำหนดวิธีการให้ปฏิบัติ จะใช้วิธีการจับผิด และลงโทษผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม” “แต่ การบริหารงานยุคใหม่ ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ชักจูงให้ตำรวจร่วมกันทำงาน โดยไม่ใช้การบังคับ ผู้บังคับบัญชาจะต้องมีความรู้ มีทักษะ มีประสบการณ์จริงๆ จึงเป็นผู้บังคับบัญชาหรือเป็นผู้นำหน่วยได้ เพราะจะต้องให้ความรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์ รู้เทคนิควิธีการทำงาน ตลอดจนใช้หลักจิตวิทยา เพื่อชักจูงใจให้ตำรวจร่วมมือกันทำงาน ไม่ใช้การบังคับ เพราะความเป็นจริงเราไม่สามารถบังคับตำรวจให้ทำงานได้ ถ้าถูกบังคับ เขาก็ทำเฉพาะต่อหน้าเท่านั้น ผู้บริหารยุคใหม่ต้องยอมรับในเรื่องนี้ การทำงานโดยไม่รู้ ไม่ได้ศึกษา จึงใช้วิธีการทำงานที่ไม่ถูกต้อง จึงต้องทำงานหนักกว่าตำรวจเมืองนอก ในขณะที่ผลงานกลับด้อยกว่า เพราะอาชญากรรมไม่ลดลง ประชาชนไม่ชอบตำรวจ เนื่องจากตำรวจไทย เข้าใจว่าการทำงานตำรวจมีเรื่องเดียว คือการจับกุมคนร้าย หรือทฤษฎีบังคับใช้กฎหมาย”

“ตำรวจ ชุมชนสัมพันธ์เป็นทฤษฎีตรงข้ามกับ “ตำรวจผู้รับใช้ชุมชน” โดยตำรวจชุมชนสัมพันธ์ เป็นการดำเนินงานในลักษณะบนลงล่าง ตำรวจเป็นฝ่ายกำหนดกิจกรรมเองทั้งหมด ประชาชนเป็นฝ่ายให้ความร่วมมือในกิจกรรมของตำรวจ โดยไม่ได้นำเอาข้อมูลฝ่ายประชาชนมากำหนดกิจกรรมที่จะทำ สิ่งที่ตำรวจทำอาจไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนต้องการก็ได้ สุดท้ายตำรวจชุมชนสัมพันธ์ใช้ไม่ได้ผล ไม่สามารถลดอาชญากรรมได้ ประชาชนยังคงไม่ชอบตำรวจ ซึ่งตำรวจส่วนใหญ่ในโลกเลิกใช้ตำรวจชุมชนสัมพันธ์ไปแล้ว”
“สำหรับ ตำรวจผู้รับใช้ชุมชน เป็นการดำเนินงานในแบบล่างขึ้นบน เริ่มต้นจากความไว้เนื้อเชื่อใจ นำไปสู่ความร่วมมือทำกิจกรรม ประชาชนเป็นผู้บอกปัญหาและให้ความร่วมมือในการวางแผนดำเนินกิจกรรม จึงสนองตอบความต้องการของประชาชน ผลลัพธ์ที่ได้จึงสามารถแก้ปัญหาของประชาชนได้ และสามารถลดอาชญากรรมได้จริง ซึ่งตำรวจกว่า 90% ทั่วโลกยอมรับและเปลี่ยนจากตำรวจชุมชนสัมพันธ์ มาเป็นตำรวจผู้รับใช้ชุมชนกันมานานแล้ว”
“งานตำรวจไม่ใช่มีเพียงจับ กุม ยังมีเรื่องอื่นที่ต้องทำแต่ยังไม่เคยทำ แม้ว่าตำรวจมุ่งจับกุมจนมีสถิติตัวเลขมากเพียงใดถือว่าทำงานในหน้าที่ตำรวจ เพียงเสี้ยวเดียว งานส่วนใหญ่ยังไม่ได้ทำ อาชญากรรมจึงไม่ลด ปัญหาสังคมจึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประชาชนมองตำรวจในภาพลักษณ์ไม่ดี ทุกวันนี้ตำรวจทำงานด้านจับกุมเพียงอย่างเดียว พอจับกุมไม่ได้ ถูกคนอื่นโจมตีเรื่องการจับกุม เราไม่สามารถชี้แจงอะไรได้ เพราะเราไม่ได้ทำงานด้านอื่นด้วย เช่น ถ้ามีคนแฉเรื่องแหล่งอบายมุข ตำรวจตกใจกันหมด ทำอะไรไม่ถูก ซึ่งจริงๆ แล้วถือเป็นอาชญากรรมอย่างหนึ่งในสังคม ทุกสังคมมีผู้กระทำผิดกฎหมายอยู่เสมอ แหล่งอบายมุขเป็นเพียงอาชญากรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งมีขึ้นในสังคม ขอให้ตำรวจไม่ต้องเสียขวัญ ไม่ต้องเสียกำลังใจ ขอให้ทุกคนทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด”
เช่นเดียวกับ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ย้ำยืนยันว่า เป็นแนวคิดที่ดีของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. ที่ทำในเรื่อง “ตำรวจผู้รับใช้ชุมชน” โดยจะมีการส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปอยู่ในชุมชน ทำหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชน รับฟังปัญหาความเดือดร้อน เพื่อถ่ายทอดให้ผู้ที่รับผิดชอบเข้าไปช่วยเหลือในทุกเรื่อง แต่ไม่ได้มีหน้าที่จับกุม แต่เป็นผู้ที่มีหน้าที่ให้บริการ และแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาในชุมชนที่มีความหลากหลาย ซึ่งถือเป็นการริเริ่มเดินเข้าหาประชาชน เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ดีกับประชาชน และสนองความ ต้องการของพี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง ซึ่งได้กำหนดเป็นยุทธศาสตร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
หากแนวทางนี้ ประสบความสำเร็จ ย่อมส่งผลดีต่อชาวบ้านสุจริตชนและชุมชนอย่างยั่งยืน และถือเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่อีกชิ้นหนึ่งของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผู้นำสูงสุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นอกเหนือจากงานปราบปรามยาเสพติด
เช่นเดียวกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ จะได้รับการจารึกว่า เป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการตำรวจไทย
ด้วยการคืนชุมชนสีขาวให้กับสังคม...


ทีมข่าวอาชญากรรม

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ทีมข่าวอาชญากรรมหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ